ขี้เกียจอ่านหนังสือทำอย่างไรดี?
หน้าที่สำคัญของวัยเรียนนอกจากการไปโรงเรียน เพื่อเก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์จากห้องเรียนแล้ว ยังมีอีกหนึ่งเรื่องที่ควรทำเป็นอย่างยิ่งคือ เพิ่มพูนความรู้ด้วยการอ่านหนังสือ โดยเฉพาะในช่วงที่มีการสอบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเก็บคะแนน หรือเลื่อนชั้น ทั้ง ๆ ที่รู้ดีว่าเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการเรียน แต่หลายคนก็พ่ายแพ้ให้กับความขี้เกียจของตัวเอง ขี้เกียจอ่านหนังสือ ทบทวนบทเรียน เพราะไม่ว่าจะจับหนังสือครั้งแล้วครั้งเล่า ก็พาให้เบื่อหรือเผลอหลับไป ดังนั้นในวันนี้กระปุกดอทคอม จึงขอนำวิธีสร้างแรงบันดาลใจ และวิธีเอาชนะความขี้เกียจ มาฝากกัน
1. คิดถึงภาพความสำเร็จ
การอ่านหนังสือเป็นแหล่งความรู้และจุดเริ่มต้นของอนาคต หากความรู้ความเข้าใจความฝันที่หวังเอาไว้คงไม่วันเป็นจริงได้ ฉะนั้นเมื่อรู้สึกขี้เกียจคิดถึงภาพอนาคตและความสำเร็จของตัวเองเอาไว้ แล้วจะมีกำลังใจในการอ่านหนังสือมากขึ้น อีกทั้งควรท่องเอาไว้ว่าสิ่งเหล่านี้สร้างขึ้นได้ด้วยสมองสองมือของเราเอง ไม่ใช่ได้มาจากความโชคดีแต่อย่างใด
2. คิดถึงคนรอบข้าง
ถ้าได้คะแนนหรือเกรดไม่ดี ไม่ใช่แค่ตัวเราที่เสียใจเท่านั้น คนรอบ ๆ ตัวโดยเฉพาะพ่อแม่ก็รู้สึกไม่ต่างกัน และอาจจะเสียใจมากกว่าด้วยซ้ำ ดังนั้นในวันที่ขี้เกียจไม่อยากอ่านหนังสือควรคิดถึงรอยยิ้มและความสุขของพ่อแม่เอาไว้ หากไม่อยากให้พวกเขาต้องเสียใจเริ่มอ่านหนังสือตั้งแต่ตอนนี้เลยดีกว่า
3. ติวหนังสือกับเพื่อน ๆ
อ่านหนังสือคนเดียวคงรู้สึกเหงาไม่น้อย อีกทั้งยังอาจเผลอหลับได้ง่าย ๆ ดังนั้นใครที่รู้ว่าตัวเองมีนิสัยแบบนี้ลองชวนเพื่อน ๆ มาติวหนังสือด้วยกันซะเลยดีกว่า เพื่อทำให้บรรยากาศในการอ่านหนังสือน่าสนใจ และทำให้ตัวเองอยากอ่านหนังสือมากขึ้น โดยเฉพาะในเวลาที่เห็นเพื่อน ๆ ก้มหน้าก้มตาอ่านกัน หลังจากที่อ่านเสร็จแล้ว ผลัดกันถามตอบจะช่วยให้จำได้แม่นยำขึ้น
4. ผ่อนคลายก่อนอ่านหนังสือ
สมองที่เหนื่อยล้าและร่างกายที่อ่อนเพลียมีส่วนทำให้รู้สึกขี้เกียจได้เช่นกัน ฉะนั้นก่อนอ่านหนังสือสร้างแรงบันดาลใจให้กับตัวเองด้วยการทำตามใจตัวเองสักวัน อย่างเช่น ออกไปช้อปปิ้ง เที่ยวกับเพื่อน ทานข้าวกับครอบครัว ซื้อขนมหวานอร่อย ๆ มาทานสักชิ้นสองชิ้น เพื่อให้สมองและร่างกายได้พักผ่อนจากความตึงเครียดทั้งหลาย และเรียกพลังสำหรับการอ่านหนังสือกลับคืนมา
5. อ่านเรื่องที่สนใจก่อน
สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดความขี้เกียจนั่นเป็นเพราะรู้สึกว่าสิ่งที่เรียนยากและคิดว่าตัวเองทำไม่ได้ ทั้งที่ในความเป็นจริงหากตั้งใจเรียนไม่มีอะไรเกินความสามารถ ดังนั้นลองถามตัวเองก่อนว่าสนใจ และชอบเรื่องใดเป็นพิเศษบ้าง แล้วเริ่มต้นการอ่านจากบทเรียนหรือวิชานั้น เพราะความชอบและความสนใจจะทำให้ทุกอย่างกลายเป็นเรื่องง่ายและทำได้ดี ทั้งนี้เพื่อสร้างกำลังใจและแรงบันดาลใจให้กับตัวเองก่อนจะเปลี่ยนไปอ่านวิชาที่ไม่ถนัด
6. เขียนตารางเวลาอ่านหนังสือ
ความขี้เกียจจะทำให้ผัดวันประกันพรุ่งและเลื่อนเวลาอ่านหนังสือไปเรื่อย ๆ ดังนั้นเปลี่ยนวิธีเสียใหม่ โดยเขียนตารางเวลาสำหรับอ่านหนังสือในแต่ละวันอย่างน้อย 2 - 3 ชั่วโมง พร้อมกับเวลาพักช่วงละ 5 - 10 นาที เพื่อบังคับตัวเองให้อ่านหนังสือเป็นนิสัย ช่วงแรก ๆ อาจจะต้องอดทนกันเล็กน้อย แต่หากผ่านเวลานี้ไปได้ความขี้เกียจคงไม่กลับมาแล้วล่ะ อีกทั้งยังเป็นการปลูกฝังนิสัยการอ่านหนังสือให้กับตัวเองด้วย
7. ตัดขาดจากโลกออนไลน์
พวกเว็บไซต์โซเชียลเน็ตเวิร์ก อย่างเช่น เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ รวมไปถึงอุปกรณ์เครื่องมือสื่อสารต่าง ๆ ทั้งโทรศัพท์มือถือ แล็ปท็อป หรือแท็บเล็ตควรลดเวลาในการเล่น หรืองดไปเลย เพราะสิ่งเหล่านี้จะดึงความสนใจของเราไป และทำให้ขี้เกียจอ่านหนังสือมากขึ้น ฉะนั้นเก็บอุปกรณ์เหล่านี้เอาไว้ใช้ หลังจากที่ผ่านพ้นช่วงสอบไปแล้วดีกว่า
8. ตามรอยไอดอล
เหล่าไอดอลต่างไม่ว่าจะเป็นศิลปินในประเทศหรือต่างประเทศ หากย้อนกลับไปดูประวัติของพวกเขาจะเห็นว่าที่มาไม่ธรรมดาจริง ๆ เพราะบางคนต้องสู้ชีวิตมาตั้งแต่เด็ก ส่วนบางคนจำเป็นต้องทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ซึ่งเหนื่อยกว่าคนทั่วไปแต่พวกเขาสามารถทำได้ ฉะนั้นหากชอบใครรักใคร อย่ายึดแค่หน้าตาภายนอกอย่างเดียว เอาความขยันของพวกเขาเหล่านั้น มาสร้างแรงบันดาลใจให้กับตัวเองด้วยดีกว่า
9. เปลี่ยนหนังสือให้เป็นเพลง
แค่เปิดเจอหนังสือไปเจอตัวหนังสือเรียงกันเป็นหน้า ๆ ยิ่งทำให้ความขี้เกียจเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ฉะนั้นเปลี่ยนวิธีเป็นการจับใจความสำคัญของเนื้อหาแต่ละบท รวมเข้ากับทำนองจังหวะดนตรีที่ชอบ เท่านี้ได้เพลงเอาไว้ร้องเพลิน ๆ แก้อาการเบื่อกับความขี้เกียจได้แล้ว อีกทั้งยังช่วยให้จำได้ดีกว่าการท่องจำแบบธรรมดาเยอะเลย
10. ปรับเปลี่ยนชีวิตประจำวัน
ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตในแต่ละวันมีส่วนที่สร้างความขี้เกียจได้เช่นกัน โดยเฉพาะนิสัยกินกับนอนเพียงอย่างเดียว ทั้งสองนิสัยที่กล่าวมานี้นอกจากจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพแล้ว ยังทำให้ขาดความกระปรี้กระเปร่าด้วย ฉะนั้นควรจะเพิ่มกิจกรรมให้ชีวิตน่าสนใจขึ้นบ้างด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และนอนหลับให้เพียงพอ เพื่อกระตุ้นความสดชื่นให้กับร่างกาย และสร้างพลังงานเอาไว้อ่านหนังสือ
11. ทำแบบฝึกหัด
หากไม่อยากอ่านหนังสือจริง ๆ เปลี่ยนไปทบทวนด้วยวิธีอื่น ๆ อย่างเช่น การทำแบบฝึกหัด เพราะสารพัดโจทย์ที่หนังสือให้มาทำให้การอ่านหนังสือสนุกสนานยิ่งขึ้น อีกทั้งโจทย์ในแต่ละข้อหยิบมาจากจุดสำคัญของเนื้อหา ดังนั้นการทำแบบฝึกหัดนอกจากจะช่วยให้การอ่านหนังสือน่าสนใจแล้ว ยังเท่ากับได้อ่านบทสรุปไปด้วยในตัว แล้วความขี้เกียจที่สะสมอยู่จะหายไปในทันที
12. ตั้งรางวัลให้กับตัวเอง
สร้างแรงดึงดูดและความน่าสนใจ ด้วยการสร้างเป้าหมายให้กับตัวเองหากอ่านหนังสือได้ครบตามที่กำหนดเอาไว้ อย่างเช่น ซื้อของที่อยากได้ ขนมที่อยากทาน หรือออกไปเที่ยว เป็นรางวัลสำหรับความสำเร็จในขั้นแรก
13. สร้างบรรยากาศให้ครึกครื้น
การอ่านหนังสือท่ามกลางความเงียบคงวังเวง และน่าเบื่อไม่น้อย ฉะนั้นควรจะเปลี่ยนบรรยากาศด้วยการเพิ่มความสนุกสนานเข้าไป โดยการเปิดเพลงคลอเบา ๆ ในระหว่างที่อ่านหนังสือ หรือเปลี่ยนสถานที่ไปใช้บริการจากร้านกาแฟ หรือห้องสมุดก็ครึกครื้นและน่าสนใจเหมือนกัน อีกทั้งยังมีหนังสืออื่น ๆ ให้ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมด้วย
ทั้งนี้ วิธีการสร้างแรงบันดาลใจและแก้ไขปัญหาเรื่องความขี้เกียจแตกต่างกันไปตามความชอบของแต่ละคน ฉะนั้นลองหยิบยกวิธีเหล่านี้ไปใช้กัน ส่วนใครที่ยังไม่รู้จะทำวิธีไหนดี ลองสุ่มผลัดเปลี่ยน หรือจะนำวิธีของเราไปประยุกต์ให้เข้ากับความต้องการของตัวเองก็ได้ไม่ว่ากัน และขอให้ทุกคนสนุกกับการอ่านหนังสือกันนะคะ
10 วิธีเขียนหนังสือให้ประทับใจคนอ่าน
1.ใช้ภาษาเรียบง่าย
ภาษาเรียบง่ายเป็นภาษาที่มีเสน่ห์การเขียนหนังสือด้วยถ้อยคำสำนวนง่ายๆเป็นสิ่งที่
ผู้อ่านต้องการมากที่สุดเพราะอ่านแล้วโปร่งสบายใจที่ไม่ต้องขบคิดให้เสียเวลาอีกว่า
คำพูดประโยคนั้นหมายถึงอะไร
2.อย่าคิดว่าผู้อื่นรู้เรื่องเดิม
จุดบอดของการเขียนหนังสืออีกประการหนึ่งก็คือ ผู้เขียนมักจะเผลอคิดว่าเรื่องที่ตนนำเสนอไปนั้น
ผู้อื่นทราบมาแล้วจึงมักจะเขียนละความบางประโยคหรือบางตอนไป ทำให้ผู้อ่านไม่เข้าใจความเป็นมา
3.เขียนให้อ่านง่าย
การเขียนให้อ่านง่ายกับการใช้ภาษาที่เรียบง่ายนั้นต่างกันภาษาที่เรียบง่ายใช่ว่าจะทำให้
ผู้อ่านเข้าใจเสมอไปไม่เพราะภาษาที่ใช้อาจจะเรียบง่ายจริงแต่ถ้าเนื้อหาที่นะเสนอ
อยากกินการรับรู้ของผู้อ่านแล้วก็จะไม่เกิดประโยชน์อันใด
4 .คิดก่อนเขียน
ก่อนลงมือเขียนหนังสือสิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนจะต้องกระทำเป็นอันดับแรกก็คือการคิด
5.เขียนให้ตรงเป้าหมาย
การเขียนเรื่องอะไรก็ตาม สิ่งที่พลาดไม่ได้ก็คือ การเขียนให้ตรงกับเป้าหมายที่ตั้งใจจะเขียนตั้งแต่ทีแรก โดยเขียนให้ถูกประเด็นตามหัวข้อที่ตั้งไว้ เพราะถ้าเขียนวกไปวนมา คนอ่านก็จะรู้สึกเบื่อหน่าย รู้สึกรำคาญพอๆกับไปนั่งฟังคนที่พูดอะไรเรื่อยเปื่อยนั่นแหละ
6.ใช้คำคุ้นเคย
การเขียนหนังสือเพื่อสื่อเรื่องราวต่างๆ จึงควรใช้คำคุ้นเคยในชีวิตประจำวันจะดีกว่า
โดยเลือกสรรคำที่สุภาพทุกคนฟังแล้วเข้าใจในทันทีไม่ต้องกลับไปเปิดพจนานุกรมเพื่อ
ค้นความหมายให้ยุ่งยากเสียเวลา
7.เขียนประโยคให้กระชับ ใช้คำน้อย ความหมายกว้าง
เวลาเขียนหนังสือผู้เขียนจะเป็นต้องเสาะหาคำที่ให้ความหมายกว้างครอบคลุมที่สุดมาใช้ใน
งานเขียนของตนให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
อย่างเช่น ประโยคที่ว่า เช้าวันนี้ท้องฟ้าช่างดูปลอดโปร่งแจ่มใส
ถ้าลองใช้คำสั้นๆ เหมือนที่ ยาขอบ เคยใช้คำว่า ฟ้าแผ้ว ก็จะครอบคลุม และกะทัดรัดกว่า
ภาษาเรียบง่ายเป็นภาษาที่มีเสน่ห์การเขียนหนังสือด้วยถ้อยคำสำนวนง่ายๆเป็นสิ่งที่
ผู้อ่านต้องการมากที่สุดเพราะอ่านแล้วโปร่งสบายใจที่ไม่ต้องขบคิดให้เสียเวลาอีกว่า
คำพูดประโยคนั้นหมายถึงอะไร
2.อย่าคิดว่าผู้อื่นรู้เรื่องเดิม
จุดบอดของการเขียนหนังสืออีกประการหนึ่งก็คือ ผู้เขียนมักจะเผลอคิดว่าเรื่องที่ตนนำเสนอไปนั้น
ผู้อื่นทราบมาแล้วจึงมักจะเขียนละความบางประโยคหรือบางตอนไป ทำให้ผู้อ่านไม่เข้าใจความเป็นมา
3.เขียนให้อ่านง่าย
การเขียนให้อ่านง่ายกับการใช้ภาษาที่เรียบง่ายนั้นต่างกันภาษาที่เรียบง่ายใช่ว่าจะทำให้
ผู้อ่านเข้าใจเสมอไปไม่เพราะภาษาที่ใช้อาจจะเรียบง่ายจริงแต่ถ้าเนื้อหาที่นะเสนอ
อยากกินการรับรู้ของผู้อ่านแล้วก็จะไม่เกิดประโยชน์อันใด
4 .คิดก่อนเขียน
ก่อนลงมือเขียนหนังสือสิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนจะต้องกระทำเป็นอันดับแรกก็คือการคิด
5.เขียนให้ตรงเป้าหมาย
การเขียนเรื่องอะไรก็ตาม สิ่งที่พลาดไม่ได้ก็คือ การเขียนให้ตรงกับเป้าหมายที่ตั้งใจจะเขียนตั้งแต่ทีแรก โดยเขียนให้ถูกประเด็นตามหัวข้อที่ตั้งไว้ เพราะถ้าเขียนวกไปวนมา คนอ่านก็จะรู้สึกเบื่อหน่าย รู้สึกรำคาญพอๆกับไปนั่งฟังคนที่พูดอะไรเรื่อยเปื่อยนั่นแหละ
6.ใช้คำคุ้นเคย
การเขียนหนังสือเพื่อสื่อเรื่องราวต่างๆ จึงควรใช้คำคุ้นเคยในชีวิตประจำวันจะดีกว่า
โดยเลือกสรรคำที่สุภาพทุกคนฟังแล้วเข้าใจในทันทีไม่ต้องกลับไปเปิดพจนานุกรมเพื่อ
ค้นความหมายให้ยุ่งยากเสียเวลา
7.เขียนประโยคให้กระชับ ใช้คำน้อย ความหมายกว้าง
เวลาเขียนหนังสือผู้เขียนจะเป็นต้องเสาะหาคำที่ให้ความหมายกว้างครอบคลุมที่สุดมาใช้ใน
งานเขียนของตนให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
อย่างเช่น ประโยคที่ว่า เช้าวันนี้ท้องฟ้าช่างดูปลอดโปร่งแจ่มใส
ถ้าลองใช้คำสั้นๆ เหมือนที่ ยาขอบ เคยใช้คำว่า ฟ้าแผ้ว ก็จะครอบคลุม และกะทัดรัดกว่า
8.เขียนหนังสือให้มีเว้นวรรค
การเขียนหนังสือที่ดีจะต้องมีวรรคมีตอน ซึ่งผู้เขียนจะต้องศึกษาในเรื่องนี้เป็นกรณีพิเศษ
9.ปรับแก้สำนวนก่อนเผยแพร่
หลังจากเขียนแล้วผู้เขียนจะต้องอ่านทบทวนข้อเขียนนั้นอีกครั้งหนึ่งข้อความหรือ
สำนวนใดที่เห็นว่าแข็งกระด้างไม่ราบรื่น ก็ควรปรับแก้เสียใหม่ ก่อนที่จะส่งไปพิมพ์เผยแพร่
การเขียนหนังสือที่ดีจะต้องมีวรรคมีตอน ซึ่งผู้เขียนจะต้องศึกษาในเรื่องนี้เป็นกรณีพิเศษ
9.ปรับแก้สำนวนก่อนเผยแพร่
หลังจากเขียนแล้วผู้เขียนจะต้องอ่านทบทวนข้อเขียนนั้นอีกครั้งหนึ่งข้อความหรือ
สำนวนใดที่เห็นว่าแข็งกระด้างไม่ราบรื่น ก็ควรปรับแก้เสียใหม่ ก่อนที่จะส่งไปพิมพ์เผยแพร่
10.ตั้งย่อหน้าให้มีความหมาย
การตั้งย่อหน้าและย่อหน้าในงานเขียนนั้น ผู้เขียนจะต้องตั้งหรือขึ้นย่อหน้าให้มีประเด็นและ
ความหมายเป็นเรื่องเป็นราว มิใช่ว่านึกจะขึ้นย่อหน้าก็ขึ้นไปโดยไร้หลักไร้เกณฑ์
การตั้งย่อหน้าและย่อหน้าในงานเขียนนั้น ผู้เขียนจะต้องตั้งหรือขึ้นย่อหน้าให้มีประเด็นและ
ความหมายเป็นเรื่องเป็นราว มิใช่ว่านึกจะขึ้นย่อหน้าก็ขึ้นไปโดยไร้หลักไร้เกณฑ์
เนื้อหามีประโยชน์มากเลยค่ะ ขอบคุณเนื้อหาดีๆ นะคะ
ตอบลบ